Tai Parinya

เว็บบล็อกที่โม้แต่เรื่อง Software as a Service.

วิธีเขียน Facebook Application แบบ Web Application ภาคเร่งรัด

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจอยากจะเขียน Facebook Application คุณจำเป็นที่จะต้องมีพื้นฐานดังต่อไปนี้

  1. คุณต้องรู้และเข้าใจภาษา PHP ในระดับหนึ่ง (ยิ่งเก่งยิ่งดี) เพราะมันเป็นภาษาทางการในการพัฒนา Facebook Application (ภาษาอื่นก็มี แต่ไม่นับเป็นภาษาทางการ)
  2. คุณต้องรู้และเข้าใจหลักการของ Object Oriented Programming ซึ่งผมคิดว่าคนที่เรียนคอมพิวเตอร์มาทุกคน ล้วนเคยถูกกำหนดให้เรียนวิชานี้ทั้งนั้น (สมัยนี้นะ) ส่วนจะเรียนเป็นบทหนึ่งบทในรายวิชา หรือจะเรียนเป็นรายวิชาสามหน่วยกิต อันนี้ก็สุดแล้วแต่
  3. คุณต้องรู้และเข้าใจภาษา Javascript ในระดับหนึ่ง (ยิ่งเก่งยิ่งดี) เพราะมันเป็นภาษาที่สร้างลูกเล่นเสริมให้กับ Facebook Application ของคุณ
  4. คุณต้องรู้และเข้าใจหลักการของ Web Service เพราะมันเป็นกุญแจสำคัญในการสื่อสารระหว่าง Facebook Application กับ Facebook Platform

ทีนี้เรามาดูเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งกัน นั่นก็คือ Facebook Application มีทั้งหมด 3 แบบ แบบแรกเป็น Desktop Application, แบบสองเป็น Web Application และแบบสามเป็น Mobile Application

แต่ล่ะแบบล้วนมีพื้นฐานทาง Web Service ที่เหมือนกัน แต่ว่ามีกลไกปลีกย่อยที่แตกต่างกันตาม Platform ของตัวเอง โดยหัวข้อนี้จะเน้นเกี่ยวกับแบบ Web Application เป็นสำคัญ

วิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดก็คือการเรียนจากคนอื่น (ผมขี้เกียจเขียนอธิบาย) ดังนั้น ขอให้พวกเราเข้าไปดูบทความที่กูรูเขียนเอาไว้แล้วก่อน (เพื่อเป็นการปูพื้นฐาน) ตามหัวข้อข้างล่างนี้

(more..)

3 กันยายน 2010 at 12:10 - Comments
figaro
น่าสนใจดีครับ เผื่อ FB จะมี app ดีๆนอกเหนือจากพวกเกมส์กับ survey
3 กันยายน 10 at 13:03
อยากเขียนมั่ง แต่ไม่ได้เริ่มซักทีเลยอะ T_T
3 กันยายน 10 at 13:55

วิธี boot ระบบ windows xp ด้วย floppy disk

บางคนอาจจะรู้แล้วว่าไวรัสคอมพิวเตอร์ก็คือไฟล์คอมพิวเตอร์ ซึ่งแอบซ่อนอยู่ในฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์ของเรา โดยมันจะพรางตัวด้วยการกำหนดคุณสมบัติของไฟล์ (ตัวมัน) ให้เป็น Hidden, System หรือ Read-Only (ปรกติมันจะกำหนดครบเลย เวร)

และบางคนก็อาจจะรู้ว่า วิธีการลบไฟล์เหล่านั้นออกจากเครื่องให้เหี้ยนเตียนก็คือ การเข้า Safe Mode ของ Microsoft Windows XP แล้วก็ใช้คำสั่ง ATTRIB เพื่อเปลี่ยนคุณสมบัติของไฟล์ หรือใช้คำสั่ง DEL ตามด้วยพารามิเตอร์เฉพาะ เพื่อจะลบไฟล์ (ไวรัส) ดังกล่าวออกไปจากเครื่อง

แต่ถ้าไอ้เจ้าไฟล์ (ไวรัส) ที่ว่า มันหน้าด้านมาก มันเกาะแน่นไม่ปล่อย ไม่สามารถลบมันหรือเปลี่ยนคุณสมบัติมันได้ เพราะมันเล่นเกาะในระดับ Kernel เลย เราจะทำไงดี

ก็เข้าใจอ่ะนะครับว่าเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ เขามีช่อง USB และช่อง CD แถมยังกำหนดผ่าน BIOS ให้ boot ด้วย USB หรือ CD ได้อีกต่างหาก

แต่มันก็มีบางคนอ่ะนะ ที่อาจจะต้องเจอกับเครื่องคอมพิวเตอร์โบราณ ที่ยังคงมี BIOS เก่าที่ไม่สามารถ boot ด้วย USB หรือ CD ได้ นอกจาก boot ด้วยช่อง floppy disk เท่านั้น

แถมเครื่องดังกล่าวยังติดไวรัสหัวดื้ออีกต่างหาก!!!

มีวิธีแก้ครับ นั่นก็คือ เราจะต้อง boot เครื่องด้วย floppy disk แทน โดยการลงมือทำดังต่อไปนี้

  1. ไปดาวน์โหลด Windows XP Professional with Service Pack 2 Utility: Setup Disks for Floppy Boot Install
  2. สั่งโปรแกรมในข้อที่ 2 ให้ทำงาน โปรแกรมก็จะร้องหา floppy disk เราก็ใส่เข้าไปในช่อง floppy disk ซะ (ต้องใช้ 6 แผ่นนะ)
  3. พอเสร็จแล้ว เราก็ boot เครื่องโดยใช้ floppy disk ทั้ง 6 แผ่น โดยค่อย ๆ ใส่ไปทีล่ะแผ่นตามลำดับที่มันบอก
  4. พอถึงหน้าสุดท้าย มันจะถามเราว่าจะทำไงต่อ ให้เรากดปุ่ม “R” เพื่อเข้า Recovery Console
  5. จากนั้นมันจะเปิดหน้าต่างแบบ Text Base ขึ้นมา แล้วถามเราว่าเราจะใช้ Profile ของระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows XP ที่ Partition ไหน เราก็บอกมันไปว่ามันเป็นตัวไหนก็ได้แล้วแต่เรา (ปรกติจะมีแค่ตัวเดียวนั่นแหล่ะ เราก็กดเบอร์หนึ่งไป)
  6. จากนั้นให้เราใส่รหัสผ่านของ Administrator เพื่อกรุยทางเข้าสู่ระบบฯอันแสนสะอาด
  7. พอมาถึงตรงนี้ ระบบจะให้เราเข้าสู่ Shell Prompt (ในแบบของมัน) พร้อมทั้งสามารถเห็นไฟล์ในฮาร์ดดิสก์ (ซึ่งมี Partition เป็น NTFS) ได้แล้ว
  8. ให้เราโซโล่คำสั่ง DOS ตามสะดวกเลย ไม่ว่าจะเป็นคำสั่ง Attrib หรือ Del แต่มีข้อแม้ว่าต้องมีไวยากรณ์ตามที่มัน (Shell ของมัน) กำหนด เพราะคำสั่งของมัน ถึงจะคล้ายกับคำสั่ง DOS ก็จริง แต่ก็มีบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน
  9. เพียงขั้นตอนเท่านี้ ไอ้เจ้าไฟล์ไวรัสอันแสนจะหน้าด้าน ก็จะถูกเราลบออกจากฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์ของเราได้อย่างถาวรแล้ว

    31 สิงหาคม 2010 at 17:20 - Comments
    figaro
    เป็นวิธีที่ดีครับ แต่มองไปรอบตัว ปัจจุบันหาคอมที่ยังมี floppy ได้น้อยเต็มที lol
    31 สิงหาคม 10 at 17:25
    สุโก้ยยยยยยยย
    31 สิงหาคม 10 at 18:35

คุณค่าของข้อมูลบนโลกออนไลน์ขึ้นกับวันที่และเวลา

วันที่ซึ่งนิยามข้อมูลบนโลกออนไลน์แบ่งออกได้เป็น 3 วันที่ อันได้แก่ 1) วันที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นในโลกแห่งความจริง, 2) วันที่บันทึกเหตุการณ์เข้าโลกออนไลน์ และ 3) วันที่ผู้ใช้งานได้เห็นเหตุการณ์ที่บันทึกบนโลกออนไลน์

มาลองยกตัวอย่างวันที่ทั้ง 3 วันที่จากเหตุการณ์สมมติกันดีกว่า …

นายจริงใจ ได้พบกับเหตุการณ์คนไล่ตีกันในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 17.30 น. วันนั้นเขาพกโทรศัพท์ Samsung Galaxy S ไปด้วย เขาก็เลยถ่ายคลิปวีดีโอของเหตุการณ์นั้นเอาไว้ทันที

เนื่องจากนายจริงใจเป็นคนขี้ลืมประสาทช้า พอวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 08.30 น. เขาก็เลยเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามันน่าจะเป็นการดี หากเขาอัปโหลดคลิปวีดีโอขึ้น Youtube ให้ชาวบ้านได้ดูกัน

สองปีผ่านไป วันหนึ่งในวันหยุดอันแสนว่าง ซึ่งเป็นวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 21.15 น. นางสาวแสนดีก็ดูคลิปบน Youtube ไปเรื่อย ๆ แล้วก็ได้ดูคลิปวีดีโอคนไล่ตีกันที่นายจริงใจได้อัปโหลดเอาไว้

จากเหตุการณ์สมมติจะทำให้เราเห็นว่า …

ถ้าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นข่าวด่วน วันที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นในโลกแห่งความจริง, วันที่บันทึกเหตุการณ์เข้าโลกออนไลน์ และ วันที่ผู้ใช้งานได้เห็นเหตุการณ์ที่บันทึกบนโลกออนไลน์ ควรจะมีช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน ยิ่งเป็นวันที่และเวลาเดียวกันยิ่งทำให้ข้อมูลมีค่าเข้าไปใหญ่

ถ้าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสารคดี วันที่ผู้ใช้งานได้เห็นเหตุการณ์ที่บันทึกบนโลกออนไลน์ จะทิ้งระยะจาก วันที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นในโลกแห่งความจริง และ วันที่บันทึกเหตุการณ์เข้าโลกออนไลน์ ก็ได้ เพราะคุณค่าของข้อมูลไม่ได้ลดลงเพราะความเก่าของข้อมูล

ถ้าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นละครสั้น วันที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นในโลกแห่งความจริง และ วันที่บันทึกเหตุการณ์เข้าโลกออนไลน์ จะต้องกระชั้นชิดใกล้ ๆ กัน แต่เผยแพร่ให้ผู้ชมช้าหน่อยก็ได้

โดยส่วนตัวผมมองว่า วันที่และเวลากำลังกลายเป็นมิติหลักที่สำคัญสำหรับข้อมูลบนโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง

31 สิงหาคม 2010 at 16:53 - Comments

วิวัฒนาการของโปรแกรมดูหุ้น

ช่วงนี้ผมจับจ้องหุ้นเป็นพิเศษ หลังจากที่ไม่ได้สนใจมันมานานพอควร เหตุผลคงเป็นเพราะดัชนีมันจะแตะ 900+ อยู่มะรอมมะร่อ ซึ่งผมเห็นว่ามันมีสัญญาณบางอย่างบ่งบอกออกมาว่า น่าจะมีการปรับฐานเกิดขึ้น และก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นการปรับฐานลงมากกว่า เพราะการที่หุ้นขึ้นก็เนื่องจากมีการเข้ามาเก็งกำไรของเงินนอก เงินนอกไหลเข้ามาจนกระทั่งทำให้ค่าเงินบาทแข็ง ทำให้หุ้นทะยานขึ้น เพราะเงินนอกที่เอามากว้านซื้อเงินบาท ถูกถมเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นบ้านเรา

การจะดูหุ้นเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ที่จะต้องไปยืนดูที่หน้ากระดานที่บริษัทหลักทรัพย์จัดเตรียมเอาไว้ เดี๋ยวนี้เราดูผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้แล้ว แถมถึงขั้นดูผ่านโทรศัพท์มือถือได้ด้วย แต่พวกเรารู้กันบ้างหรือเปล่าว่า กว่าจะมาถึงตอนนี้ได้ โปรแกรมดูหุ้นได้ผ่านวิวัฒนาการอะไรมาบ้าง?

ผมไม่ลงวันที่ชัดเจนนะ เอาจากประสบการณ์ของตัวเองมาเล่าก็แล้วกัน!!

(more..)

25 สิงหาคม 2010 at 12:06 - Comments
เมื่อไรจะมี api เปิดสำหรับซื้อขายหุ้นนะ จะได้เขียน bot เอาไปเทรด
25 สิงหาคม 10 at 13:30

วิธีเก็บของในเกม FarmVille บน Facebook แบบอัตโนมัติ

ถ้าเราเล่นเกม FarmVille บน Facebook เราจะพบว่า ทั้งเราและเพื่อน ๆ ของเราต่างก็สามารถจะแชร์ของให้กันผ่านหน้า Wall ได้ ซึ่งถ้าเราขี้เกียจจะต้องไปกดรับเอง เราก็สามารถให้คอมพิวเตอร์ช่วยทำให้ก็ได้ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

  1. ติดตั้ง Web Browser ที่ชื่อว่า Mozilla Firefox
  2. ใช้ Mozilla Firefox เป็น Web Browser เพื่อโหลดและติดตั้ง Add-ons ที่ชื่อว่า Greasemonkey
  3. ใช้ Mozilla Firefox เพื่อติดตั้ง FarmVille Wall Manager
  4. เข้า Facebook ด้วย Mozilla Firefox แล้วดูที่ Sidebar ด้านซ้าย จะเห็นเมนู Option ให้กดเข้าไป แล้วเลือกว่าเราจะหยิบของชิ้นไหนที่ปรากฎใน Wall ของเราบ้าง
  5. เปิดหน้า Wall ของ Facebook ของเราเอาไว้ด้วย Mozilla Firefox แล้วไปทำโน่นทำนี่ตามอัธยาศัย

ด้วยขั้นตอนเพียงเท่านี้ คุณก็ไม่จำเป็นจะต้องมาหยิบของที่หน้า Wall เองอีกต่อไป อัตโนมัติและทุ่นแรงจริง ๆ เลย

18 สิงหาคม 2010 at 13:52 - Comments
pp
มันไม่อัพเดตหน้าเฟซเลยค่ะ แล้วเราก็ต้องไปเก็บเอง ของที่แชร์จากฟาร์มก็ไม่ค่อยมา ไม่รู้มีอะไรผิดพลาดป่าวอะ จะแก้ไงอะคะหน้าเกมฟีดก็หายไปด้วย หรือว่าฟาร์มวิวเออเร่อสุดๆ
31 สิงหาคม 10 at 21:07
Tai Parinya
ช่วงนี้ farmville บน facebook มันเดี้ยง ๆ ผมก็เจอเหมือนกัน รอให้เขาซ่อมเสร็จก็คงใช้ได้ทุกคนนั่นแหล่ะ
1 กันยายน 10 at 15:38

หุ้น CYBER

ผมกำลังนั่งวิเคราะห์หุ้นของ บริษัท CyberPlanet Interactive จำกัด (มหาชน) อยู่

เมืองไทยเรามีกิจการน้อยรายนัก ที่ทำมาหากินกับการผลิตสินค้าไอทีออกขาย โดยไม่ได้พึ่งพิงอิงแอบกับการประกวดราคาจากภาครัฐ หรือกินสัมปทานจากรัฐบาล

สำหรับผมแล้ว CYBER ถือว่าเป็นกิจการที่ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน ไม่คิดจะเข้ามากอบโกยอะไรจากตลาดหุ้นมากนัก ส่วนเจ้าพ่อหุ้นจะสนใจเข้ามาแทะโลมหุ้นตัวนี้หรือเปล่านั้น ก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ถ้าผมมีเงิน 106,800,000.00 บาท ผมก็อยากจะครองสัดส่วนของรายย่อยจำนวน 60,000,000 หุ้น (คิดเป็น 21.43% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด) เหมือนกัน

แต่เสียดาย ไม่ได้รวยขนาดนั้นว่ะ!!!

10 สิงหาคม 2010 at 11:11 - Comments
คนจนซื้อหวย....คนรวยเล่นหุ้น
14 สิงหาคม 10 at 07:32

อุตสาหกรรมเฉพาะอย่าง

ส่วนใหญ่แล้วอุตสาหกรรมเฉพาะอย่างมักจะอยู่ในกลุ่มของอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งต้องใช้การคิดค้นวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีผู้ผลิต (ในโลกหรือในประเทศ) เพียงไม่กี่ราย ที่จะสามารถผลิตสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ได้

บางคนคิดว่าอุตสาหกรรมเฉพาะอย่างจะผลิตสินค้าหรือบริการออกมาเพียงน้อยชิ้น เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมมวลชนซึ่งผลิตสินค้าออกมาทีล่ะมาก ๆ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น เพราะอุตสาหกรรมเฉพาะอย่างก็สามารถผลิตสินค้าออกมาทีล่ะมาก ๆ ได้เช่นกัน เพียงแต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ อุตสาหกรรมมวลชนต้องผลิตครั้งล่ะมาก ๆ เพื่อทำให้ต้นทุนลดลงและมีส่วนต่างกำไรสะสมมากขึ้น ในขณะที่อุตสาหกรรมเฉพาะอย่างสามารถลดต้นทุนและสร้างส่วนต่างกำไรได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องผลิตออกมาครั้งล่ะมาก ๆ แต่ประการใด

โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าสังคมเกษตรกรรม สังคมอุตสาหกรรมมวลชน และ สังคมอุตสาหกรรมเฉพาะอย่าง มีการเกื้อกูลต่อยอดกัน และหลายครั้งผมพบว่าธุรกิจต่าง ๆ มักจะสะสมทุนและกระโจนไปมาระหว่างสังคมทั้งสาม

ผมเห็นบริษัทซีพีกระโจนจากธุรกิจเกษตรของสังคมเกษตรกรรม เข้าสู่ธุรกิจอาหารแปรรูปของสังคมอุตสาหกรรมมวลชน และจากนั้นก็กระโจนเข้าสู่ธุรกิจโทรคมนาคมซึ่งเป็นธุรกิจของสังคมอุตสาหกรรมเฉพาะอย่าง

ผมเห็นบริษัทซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลก และบริษัทฮาร์ดแวร์ชั้นนำของโลก ซึ่งทำธุรกิจในสังคมอุตสาหกรรมเฉพาะอย่างเหมือนกัน เข้าไปจ๊ะเอ๋กันในตลาดสมาร์ทโฟน (ซึ่งเป็นสินค้าเฉพาะอย่าง) อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน

แต่ผมยังไม่เคยเห็นบริษัทซึ่งทำธุรกิจของอุตสาหกรรมเฉพาะอย่าง กระโจนกลับไปยังธุรกิจของสังคมเกษตรกรรมเลยนะ!!!

อือมคิดว่า นอกจากธุรกิจพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแล้ว ผมว่า ไม่น่าจะมีธุรกิจอะไรที่กระโจนกลับไปสังคมเกษตรกรรมได้เลยแฮะ

6 สิงหาคม 2010 at 12:22 - Comments
ironkong
วัสดุสังเคราะห์....น่าจะนำไปพัฒนาโรงเรือนสำหรับการปศุสัตว์ ได้อยู่ล่ะมั้งพี่
13 สิงหาคม 10 at 13:01
figaro
ผมละเซ็งเลย พลาด content ดีๆมาตั้งนาน ปรกติจะเข้ามาอ่านผ่าน feed ก็นึกสงสัยอยู่ทำไม feed มันไม่อับเดทมานานผิดปรกติ ต้องไล่อ่านยาวเลย T__T
31 สิงหาคม 10 at 17:44

หุ้นไฮเทคใน NASDAQ-100

ก็อย่างที่รู้ ๆ กันว่า NASDAQ เป็นตลาดหุ้นไฮเทคของสหรัฐอเมริกา และ NASDAQ-100 ก็เป็น 100 บริษัทยักษ์ใหญ่ (ซึ่งไม่ใช่บริษัทที่ทำธุรกิจการเงิน) ที่ถูกเลือกมาทำเป็นดัชนีเพื่อชี้วัดความเจ๋งเป้งของ NASDAQ

ผมเป็นคนรู้น้อย รู้ไม่ค่อยกว้างขวาง และก็รู้ไม่ค่อยจะทันคนอื่นซักเท่าไหร่ ดังนั้น ผมก็เลยเพิ่งจะคิดว่า ผมควรจะเอาบริษัทใน NASDAQ-100 มาดูหน่อยดีกว่า ว่าผมรู้จักบริษัทอะไรในนั้นบ้าง???

(more..)

3 สิงหาคม 2010 at 16:37 - Comments
Tai Parinya
T-T ไม่รู้จักอ่ะพวกนี้ ส่วน Starbuck นี่ไม่แน่ใจ ไม่รู้เป็นร้านขายกาแฟอ๊ะเปล่า?
4 สิงหาคม 10 at 12:01
คนผ่านมา
Vodafone Group --- Man u. sponsor : P
4 สิงหาคม 10 at 15:46

ยุคของ Application Software

ตอนนี้เริ่มเห็นว่า Application Software สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ยุคคือ

  1. ยุค Desktop Application
  2. ยุค Web Application
  3. ยุค Mobile Application

โดยส่วนตัวแล้ว ถ้าเป็นในฐานะผู้พัฒนา Application Software ผมค่อนข้างมีพื้นฐานที่เข้มแข็งใน Desktop Application, มีพื้นฐานปานกลางใน Web Application และไร้พื้นฐานใน Mobile Application

ส่วนในฐานะผู้ใช้งาน Application Software ผมก็เหมือนชนชั้นกลางในยุคคลื่นลูกที่สามทั่วไป ที่ลองมาแล้วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ไม่ว่าจะเป็น Desktop Application, Web Application หรือ Mobile Application

ประเด็นที่จะโม้มีอยู่สองเรื่อง …

เรื่องแรกผมมองว่าต่อไป สัดส่วนของนักพัฒนา Application Software ประเ้ภท Desktop Application, Web Application และ Mobile Application จะไม่เสถียร และมีแนวโน้มโอนเอียงกระจายไปยัง Web Application กับ Mobile Application มากขึ้น ในลักษณะของภาพสามเหลี่ยมด้านเท่าแบบคว่ำ

เรื่องสองผมมองว่า มูลค่าของนักพัฒนา Application Software ประเภท Desktop Application, Web Application และ Mobile Application จะมีลักษณะเหมือนกับภาพนาฬิกาทราย ด้วยสาเหตุเพราะเราจะเริ่มหาคนเก่ง Desktop Application ยากขึ้น ในขณะที่คนเก่ง Mobile Application ก็เป็นที่ต้องการตัวอย่างมาก อันเนื่องจากการขยายตัวของตลาด Mobile Application ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

โลกเรานี้แปลกนัก ผู้สร้างสรรค์มักมีเพียงหยิบมือ ส่วนผู้ใช้งานกลับมีมากมายก่ายกอง!!!

29 กรกฎาคม 2010 at 22:28 - Comments

พลังขับเคลื่อน Web Application

คนอื่นอาจจะชอบแบบอื่น ส่วนผมชอบแบบข้างล่างนี้

ชอบอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องลงมือกระทำตามสิ่งที่ชอบด้วย จึงจะทำให้เกิดชิ้นงานออกมา ผมก็เลยลองใหญ่เลย แล้วก็พบว่า Javascript มันจะไม่ง่ายเลย ถ้าไม่มี jQuery และ jQuery ก็จะไม่ง่ายเลยถ้าไม่มี jQueryUI

ผมล่ะชอบจริง ๆ เลยไอ้เจ้า Framework ซ้อน Framework เนี่ย ^-^

23 กรกฎาคม 2010 at 09:17 - Comments
Tai Parinya
ผมก็ชอบ Codeigniter นะ เสียดายที่เขาไม่ได้พัฒนาต่ออ่ะ เลยรู้สึกว่าใช้แล้วจะไม่ก้าวหน้าอ่ะดิ
29 กรกฎาคม 10 at 22:30
figaro
Codeigniter หยุดพัฒนาต่อแล้วหรอครับ ผมชอบที่มันเล็กและปรับใช้ได้ง่ายดี พอเอามาใช้แล้วก็ไม่ได้ตามข่าวต่อเลย
31 สิงหาคม 10 at 17:20